วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555


หวังเต๊ะ

 


       ที่มีความเชี่ยวชาญเพลงลำตัดเป็นพิเศษ ได้ตั้งคณะลำตัดชื่อ คณะหวังเต๊ะรับงานแสดงมานานกว่า 40 ปี จนชื่อ หวังเต๊ะ กลายเป็นสัญลักษณ์ของลำตัด เป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์และสืบทอดการแสดงพื้นบ้านได้อย่างน่าภาคภูมิใจยิ่ง ท่านมีความสามารถมีปฏิภาณไหวพริบ มีคารมคมคาย สามารถด้นกลอนสดและแต่งคำร้องได้อย่างยอดเยี่ยมโดยจะเน้นในด้านสุนทรียภาพ ความไพเราะงดงามทางภาษา ท่านใช้ความสามารถและศิลปะการแสดงประกอบสัมมาชีพอย่างซื่อสัตย์มาโดยตลอด ท่านมีความมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ ถ่ายทอด เผยแพร่ศิลปะการแสดงลำตัดแก่อนุชนรุ่นหลัง เพื่อเป็นการสืบสานมรดกไทยไว้เป็นเอกลักษณ์ของชาติสืบไป หวังเต๊ะได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน) ประจำปี 2531
ในบั้นปลายชีวิต ได้หวังเต๊ะ มีชื่อจริงคือ หวังดี นิมา เกิดเดือนมีนาคม พ.ศ. 2468 ที่จังหวัดปทุมธานี เป็นชาวมุสลิม เป็นศิลปินเพลงพื้นบ้านป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จนกระทั่งถึงวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ก็ถึงแก่กรรม สิริอายุได้ 87 ปี




 
ศรคีรี ศรีประจวบ

ศรคีรี เล่าถึงประวัติของตัวเองเอาไว้เมื่อ พ.ศ. 2515 ว่า "บ้านเกิดผมเลขที่ 13 บ้านหนองอ้อ ต. บางกระบือ อ.บางคณที (จ.สมุทรสงคราม ) พ่อผมชื่อมั่ง แม่ชื่อเชื้อ ผมมีพี่น้อง 6 คน ผมเป็นคนสุดท้อง ชื่อจริงผม ชื่อ ศรชัย (น้อย) ทองประสงค์ เกิดวันที่ 4 มีนาคม 2487 ผมเรียนจบ ป.4 ที่โรงเรียนพรหมสวัสดิ์สาธร จบมาก็ช่วยแม่ปาดตาล (มะพร้าว) ปีนต้นตาลทุกวัน มันเหนื่อยก็เลยหยุดพักบนยอดตาล เพื่อ ไม่ให้เสียเวลาผมก็ร้องเพลงบนยอดตาลจนหายเหนื่อยแล้วค่อยทำงานต่อ เพลงที่ชอบร้องก็มี "เสือสำนึกบาป" , "ชายสามโบสถ์" เพราะตอนนั้นเพลงของคำรณ สัมบุณนานนท์ ฮิตเป็นบ้าเลย ตอนนั้นอยาก เป็นนักร้องใจแทบขาด เวลาวงดนตรีของ พยงค์ มุกดา มาแสดงใกล้บ้าน ผมจะไปสมัครร้องให้คุณพยงค์ฟัง แกบอกว่าให้ไปหัดร้องมาใหม่ พยายามอยู่ 2 ครั้งครูพยงค์บอกว่ายังไม่ดี ผมเลย เลิกไปเอง จากนั้นพออายุ 20 ปี บวชได้พรรษาหนึ่งก็สึก พ่อแม่ผมไปซื้อไร่ที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โน่น ตอนนั้นเขากำลังทำไร่สับปะรดกัน"
แต่ประวัติอีกกระแสบอกว่า เพราะรักครั้งแรกเป็นพิษขณะที่บวช เมื่อว่าที่พ่อตาให้ลูกสาวแต่งงานกับชายอื่น เขาจึงเตลิดหนีออกจากบ้านมาอยู่กับพี่ชายที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยพี่ชายแบ่งไร่สับปะรดให้ทำ
ที่นี่ ศรคีรีเริ่มร้องเพลงอีกครั้ง โดยเข้าประกวดร้องเพลงตามงานวัด และคว้ารางวัลมากมาย จนเพื่อนชื่อ พยงค์ วงศ์สัมพันธ์ มาชวนให้ร่วมวงที่เช่าเครื่องดนตรี และจ้างครูดนตรีจากที่ค่าย "ธนะรัชต์" มาสอน เพื่อความสนุกในหมู่บ้าน ต่อมาเมื่อคนรู้จักมากขึ้น จึงตั้งวง "รวมดาววัยรุ่น" ที่ต่อ มาเปลี่ยนชื่อเป็น "รวมดาวเมืองปราณ" รับงานแสดงทั่วไปตามบ้านที่ขายสับปะรดได้โดยไม่คิดเงินทอง ตอนนั้นศรคีรีร้องเพลงแบบรำวง และใช้ชื่อ "พนมน้อย" เพราะร้องเพลงของ พนม นพพร และศักดิ์ชาย วันชัย ต่อมาได้นำวงมาแสดงในงานปีใหม่ของจังหวัด "ประหยัด สมานมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ฟังเสียง และเห็นหน้าก็รักใคร่ชอบพอ จึงเปลี่ยนชื่อให้เป็น ศรคีรี ศรีประจวบ


Les repas

Le petit déjeuner

โดยทั่วไปแล้ว ชาวฝรั่งเศสจะรับประทาน tartine  คือ ขนมปังทาเนย pain beurréกับแยม confitureหรือ นํ้าผึ้ง mielสำหรับเครื่องดื่ม จะดื่ม เครื่องดื่มร้อนๆ boisson chaude เช่น กาแฟ café  ชา thé นม lait หรือ ช๊อกโกแลตร้อนๆ chocolat chaud ซึ่งจะดื่มในชาม bol หรือถ้วย tasseบางคนก็จะรับประทานธัญญาพืช céréals , ไข่ลวก oeuf à la coque  และดื่มนํ้าผลไม้สดๆ jus de fruits  ส่วน ครัวซอง croissant  ชาวฝรั่งเศสจะไปรับประทานที่ร้านกาแฟ bistrot หรือที่บ้านในโอกาสสำคัญเช่นวันอาทิตย์

 Le déjeuner  : อาหารกลางวัน
โดยทั่วไปแล้ว อาหารมื้อกลางวันจะประกอบไปด้วย อาหารจานแรกหรืออาหารเรียกนํ้าย่อย entrée อาหารจานหลัก platที่เป็นเนื้อ viande หรือ ปลา poisson เคียงกับผัก légumeตามด้วยเนยแข็ง fromageหรือ ของหวาน dessert ซึ่งอาจจะเป็นผลไม้ หรือ โยเกิร์ต yaourt ก็ได้

 Le goûter  : อาหารว่าง (ระหว่างมื้อกลางวันกับมื้อคํ่า)
ป็นอาหารมื้อเล็กๆสำหรับเด็กๆหลังเลิกเรียน (เพราะชาวฝรั่งเศสเริ่มรับประทานอาหารคํ่าค่อนข้างดึก ตั้งแต่ 19.30 ถึง 20.30) อาหารว่างนี้จะคล้ายกับอาหารเช้ามาก บ่อยๆแม่บ้านมักจะเตรียมขนมปังช๊อกโกแลต pain au chocolat หรือ ขนมปังก้อนนุ่มๆ brioche หรือไม่ก็ ขนมปังทาเนยและแยม tartine โดยอาจจะมีเครื่องดื่มร้อนๆเช่นช๊อกโกแลตร้อนๆด้วยก็ได้

Le dîner   : อาหารคํ่า
โดยทั่วไปแล้วจะเหมือนกับอาหารมื้อกลางวัน เพียงแต่ในฤดูหนาวอาจจะมีซุปหรือซุปนํ้าข้นจากผักเพิ่มขึ้น soupe potage



มารยาทบนโต๊ะอาหารของคนฝรั่งเศส

1 ถ้าเป็นแขกรับเชิญ ควรมีของขวัญเล็กๆน้อยๆติดไม้ติดมือไปฝากเจ้าบ้าน ที่นิยมกันก็จะเป็นช่อดอกไม้ , ไวน์ เป็นต้น  และถ้าบ้านไหนมีเด็กๆอาจจะมีขนมหรือช็อกโกแลตสำหรับเด็กด้วยค่ะ       2 หากเราได้รับของขวัญเนื่องในวาระต่างๆ ต้องเปิดต่อหน้าผู้ให้นะคะ       3 ผ้าเช็ดผ้าวางไว้บนตัก เวลาเช็ดปากควรใช้ด้านในจะได้ไม่เห็นรอยเปื้อน หลังจากทานเสร็จแล้วไม่ควรพับผ้า วางไว้อย่างเรียบร้อยบนโต๊ะนั่นแหละค่ะ       4 ไม่ควรเล่นกับอุปกรณ์ทุกอย่างบนโต๊ะอาหาร รวมทั้งการอ่านหนังสือต่างๆ       5 มือต้องอยู่บนโต๊ะอาหารตลอดเวลา เวลาทานอาหารไม่กางข้อศอก       6 เวลาทานซุป ไม่ควรเป่่าและอย่าให้มีเสียงดัง       7 ทานสลัดห้ามตัด ควรใช้ส้อมม้วนๆเอาค่ะ       8 ขนมปังให้หยิบมาไว้ข้างจาน เวลาทานใช้มือบิเป็นคำเล็กๆทีละคำ       9 ไม่ควรพูดขณะมีอาหารเต็มปาก      10 ถ้าเป็นเด็กๆจะลุกจากโต๊ะควรขออนุญาตผู้ใหญ่ก่อน      11 เราทานอาหารได้ก็ต่อเมื่อแม่บ้านเสริ์ฟอาหารเรียบร้อยแล้ว(แม่บ้านในที่นี้หมายถึงใครก็ได้ในบ้านเจ้าภาพ)      12 ถ้าเราเป็นเจ้าภาพ ต้องเสริ์ฟแขกก่อน เริ่มต้นจากมาดามก่อนค่ะ      13 อย่าก้มหน้าก้มตาทานอย่างเดียว คุยกับคนอื่นบ้าง(คนฝรั่งเศสช่างพูดค่ะ หากเราไม่พูดอะไรเลย เขาไม่ได้บอกว่าเราเรียบร้อยนะคะ แต่จะกลายเป็นว่าเสียมาทยาทไป)จะต่างจากบ้านเรา เราจะไม่คุยกันบนโต๊ะอาหาร      14 เวลาจามควรปิดปากและเอ่ยคำขอโทษ แต่มีข้อสังเกต คนฝรั่งเศสสั่งขี้มูกบนโต๊ะอาหารเฉยเลย ข้อนี้บ้านเรารับไม่ได้ค่ะ ถือว่าเป็นการเสียมาทอย่างแรง ดูไม่งาม      15 ถ้าเราคุยกับคนข้างซ้ายอย่าหันหลังให้คนข้างขวา ไม่สุภาพค่ะ      16 ถ้าเราไม่ชอบอาหารบางอย่างไม่ควรพูดตรงๆเลี่ยงไปชมอาหารจานอื่นๆแทน      17 แขกรับเชิญ ไม่ต้องช่วยเก็บโต๊ะอาหารนะคะ นอกจากว่าจะเป็นเพื่อนสนิทหรือญาติสนิทของเราเอง      18 มีข้อสังเกตอีกอย่างค่ะ ใช้ขนมปังเช็ดจานได้ไม๊?ที่บ้านได้อยู่แล้ว แต่ตามร้านอาหารใหญ่ๆหรือแม้แต่ในโรงแรมก็เห็นเขาทำกัน เพราะทานอาหารนอกบ้านมันแพงค่ะ คนฝรั่งเศสบอกว่าต้องกินให้เกลี้ยง ไม่ต้องให้เหลืออะไรเลยในจาน จริงของเขาค่ะ      19 ไม่ควรทานเร็วเกินไป      20 ไม่ควรลุกจากโต๊ะจนกว่าทุกคนจะทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

วันแม่

La Fête des mères

วันแม่ฝรั่งเศส คือวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม
La fête des mères françaises est le dernier dimanche de mai.

วันแม่ไทย คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม
La fête des mères thaïlandaises est le 12 août.

ขอให้แม่ทุกท่านมีความสุขในวันนี้
Bonne Fête à toutes les mères.

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555


ความเป็นมาของวันแม่


      ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี ค.ศ.1914 (พ.ศ. 2457) โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้านหรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว
สำหรับในประเทศไทยนั้นมีการจัดงานวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไปโดยปริยาย หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสงครามไปแล้ว หลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง แต่กำหนดวันแม่ที่ประชาชนนิยม และเป็นที่รับรองของรัฐบาล คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 กำหนดงานวันแม่ในวันนี้ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปี ก็ต้องมาหยุดชะงักลงอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุนซึ่งก็คือกระทรวงวัฒนธรรมที่ถูกยุบไปนั่นเองต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทยเห็นว่าควรมีการจัดงานวันแม่ต่อไป จึงได้รื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีก และได้กำหนดให้จัดงานวันแม่ คือวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระพระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 ทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่าควรกำหนดวันแม่ให้แน่นอนเสียที จึงได้กำหนดวันแม่ใหม่โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมา




ความเป็นมาของธงชาติประเทศฝรั่งเศส France

                 ฝรั่งเศสตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปยุโรป เป็นประเทศเกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดในทวีป และยังมีชื่อเสียงในเรื่องศิลปวัฒนธรรมธงชาติฝรั่งเศสมีที่มาจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ในอดีตสีแดงและสีน้ำเงินเป็นสีของกรุงปารีส สีขาวเป็นสีของราชวงศ์บูร์บง แต่ปัจจุบันทั้งสามสีรวมกัน หมายถึง เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ